วิธีการเริ่มเดินมอเตอร์หรือสตาร์ทมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส
ชุดการเริ่มเดิน หรือชุดสตาร์ทเตอร์ของมอเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟส จากจุดหยุดนิ่ง จำเป็นต้องใช้กระแสจำนวนมากระดับหนึ่งในการเอาชนะแรงเฉื่อย หรือน้ำหนักของโรเตอร์ให้เริ่มขยับหมุน ในขณะที่มีการจ่ายกระแสสูง จะเกิดแรงบิด หรือแรงฉุดกระชากสูงมาก เพื่อให้โรเตอร์หรือส่วนหมุนขยับตัวและค่อยๆ เพิ่มความเร็วรอบ จนกระทั่งเข้าสู่ความเร็วรอบตามพิกัดของมอเตอร์นั้นๆ จากการที่มีแรงบิดสูงกระชากช่วงสตาร์ทนั้น จะมีผลทำให้อุปกรณ์ทางกลต่างๆ เช่น ลูกปืน เพลา บูท รวมถึงโหลดที่ต่ออยู่เกิดความเสียหายเร็วขึ้น ดังนั้นจึงมีหลายวิธีในการสตาร์ทมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อลดความเสียหายต่อตัวมอเตอร์ โหลดต่างๆ ที่ต่ออยู่ในระบบ อุปกรณ์ทางกลต่างๆ การลดกระแสช่วงสตาร์ท แรงดันตก ไฟกระพริบ รวมถึงประสิทธิผลในการสตาร์ทมอเตอร์นั้นๆ ได้ จึงมีการสตาร์ทมอเตอร์ไฟฟ้าตามความเหมาะสมในหลากหลายประเภทการใช้งานดังต่อไปนี้
1. การสตาร์ทมอเตอร์โดยตรง (Direct on-line starting)
การสตาร์ทมอเตอร์โดยตรง คือ การสตาร์ทด้วยแรงดันเต็มพิกัด ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมในการสตาร์ทมอเตอร์ เพราะสะดวก มีราคาถูก จะใช้สำหรับมอเตอร์ที่มีขนาดเล็ก โดยมอเตอร์จะถูกต่อตรงกับแหล่งจ่ายที่มีแรงดันตามพิกัด กระแสขณะสตาร์ทจะสูงถึงประมาณ 4 - 7 เท่า ของแรงดันพิกัด จึงทำให้เกิดอันตรายต่อมอเตอร์, โหลด, อุปกรณ์ทางกลที่เกี่ยวข้อง และระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง เกิดผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากการสตาร์ทมอเตอร์โดยตรงแบบนี้
หมายเหตุ การสตาร์ทมอเตอร์ขนาดใหญ่ หรือการสตาร์ทขณะมีโหลด ด้วยวิธีแบบตรงก็ยังเป็นวิธีหนึ่งที่จะนำมาเลือกใช้ เพราะกังวลว่าการสตาร์ทแบบ Y-∆ หรือ วิธีอื่น ๆ อาจสตาร์ทไม่ผ่าน หรือสิ้นเปลืองเงินลงทุน เพราะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเข้าช่วย แต่ที่จริงแล้วการสตาร์ทได้นั้น ก็จะมีผลเรื่องของกระแสกระชาก แรงบิดเริ่มต้นที่สูง มีผลกับอุปกรณ์ทางกลที่เกี่ยวเนื่องกัน ระบบไฟฟ้าอาจเกิดการกระพริบ ได้ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น
2. การสตาร์ทมอเตอร์ด้วยหม้อแปลงแบบออโต้ (Autotransformer Starting)
เป็นวิธีการสตาร์ทมอเตอร์โดยการใช้หม้อแปลงออโต้ที่มีขดลวดหลายชุดที่สามารถเปลี่ยนแท็ปแรงดันได้หลายระดับ เช่น 55%, 65%, หรือ 80% ของแรงดันพิกัด โดยจะรักษาระดับแรงดันในช่วงที่มอเตอร์มีความเร็วรอบเพิ่มขึ้น จนกว่าจะมีคำสั่งให้สับมอเตอร์แต่ละระดับเข้าเป็นลำดับ จนกระทั่งเข้าสู่ระดับแรงดันเต็มพิกัด(จ่ายแรงดันเต็ม 100% ตอนสตาร์ทเสร็จแล้ว) ซึ่งการสตาร์ทด้วยวิธีนี้จะสามารถลดกระแสตอนสตาร์ทลงได้ตามระดับแรงดันที่ใช้ (แรงบิดตอนสตาร์ทก็ลดลงตามแรงดันยกกำลังสอง)
3. การสตาร์ทมอเตอร์แบบ Y-∆ (Start-Y Run-∆)
เป็นวิธีการสตาร์ทมอเตอร์ที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากทำได้ง่ายและเหมาะที่จะใช้กับมอเตอร์เหนี่ยวนำ โดยมีหลักการทำงาน คือ ขณะที่ทำการสตาร์ทมอเตอร์จะทำการต่อแบบสตาร์(Y) และเมื่อมอเตอร์เริ่มหมุนจนความเร็วโรเตอร์สูงเข้าใกล้ความเร็วซิงโครนัส ก็จะทำการสลับไปต่อแบบเดลต้า(∆) โดยใช้ Magnetic Contactor ในการช่วยตัดแต่งวงจร ซึ่งรูปแบบการต่อดังกล่าว จะลดกระแสตอนสตาร์ทให้เหลือ 1/3เท่าของกระแสสตาร์ทแบบ DOL (Direct on line) อีกทั้งแรงบิดตอนสตาร์ทก็จะลดลงเหลือ 1/3 เท่าของการสตาร์ทแบบ DOL อีกด้วย
4. การสตาร์ทมอเตอร์ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Soft starter)
เป็นการนำวงจรอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยในการสตาร์ทมอเตอร์ โดยการปรับเพิ่มแรงดันที่จ่ายให้กับมอเตอร์ขึ้นเรื่อย ๆ ช้า ๆ จนถึงระดับแรงดันพิกัด เนื่องจากภาวะชั่วขณะ (Transient state) มีระยะเวลาที่นานทำให้กระแสที่เกิดขึ้นไม่สูงมาก และ แรงบิดที่กระชากมอเตอร์ก็ค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้การนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย จะให้ผลการทำงานที่มีความแม่นยำสูงอีกด้วย
Soft starter ที่มีจำหน่ายนั้น มีหลายขนาดตามประเภทการใช้งาน เช่น Altivar Soft Starter ATS480